“อนุทิน” โต้เดือดปมเช็คเปล่าเงินกู้ 2 แสนล้าน ยืนยันโปร่งใสมีกรอบชัดเจน ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ซัดฝ่ายค้านกล่าวหาข้อมูลเท็จหวังผลการเมือง ย้ำเดินหน้าโครงการโซลาร์เพื่อความมั่นคงพลังงานของชาติ
กลายเป็นประเด็นโต้เถียงดุเดือดกันในทางการเมือง ภายหลังฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่าการออก พ.ร.ก.เงินกู้ 200,000 ล้านบาท อาจเป็นการตีเช็คเปล่า เปิดช่องให้รัฐบาลนำเงินไปใช้โดยขาดความชัดเจน ขณะที่รัฐบาลยืนยันว่าการใช้เงินมีกรอบและกลไกตรวจสอบ ไม่ได้เบิกจ่ายทั้งหมดในคราวเดียว โดยเฉพาะโครงการโซลาร์ภาคประชาชนที่ตั้งเป้าสนับสนุน 1 ล้านครัวเรือน วงเงิน 50,000 ล้านบาท ซึ่งจะเบิกจ่ายตามจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการจริง
เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม นายอนุทินกล่าวในรายการ “คุยกับนายกฯ อนุทิน” ถึงโครงการโซลาร์ภาคประชาชนว่า เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ ไม่ใช่เพียงมาตรการช่วยลดค่าไฟฟ้าในระยะสั้น โดยตั้งเป้าหมายระยะแรก 1 ล้านครัวเรือน สนับสนุนครัวเรือนละ 50,000 บาท เพื่อช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดิบและพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในหลายภูมิภาคของโลก
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียน ทั้งแสงอาทิตย์ พลังงานลม ขยะ และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ซึ่งหากสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น จะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนพลังงานในตลาดโลก โดยรัฐบาลต้องการให้ประเทศหันมาพึ่งพาทรัพยากรที่มีอยู่ภายในประเทศให้มากที่สุด
ส่วนข้อกังวลเรื่องกรอบเงินกู้ตาม พ.ร.ก.เงินกู้ 200,000 ล้านบาท นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะเบิกเงินทั้งหมดออกมาใช้ทันที โดยโครงการโซลาร์ภาคประชาชนใช้วงเงินสนับสนุน 50,000 ล้านบาท หากมีประชาชนเข้าร่วมโครงการน้อยกว่าเป้าหมาย เงินส่วนที่เหลือก็ไม่จำเป็นต้องเบิกออกมาใช้ และจะยังไม่เกิดภาระดอกเบี้ยจนกว่าจะมีการนำเงินมาใช้จริง
ขณะที่ ข้อวิจารณ์ที่ว่าเงินกู้โครงการนี้เป็นการตีเช็คเปล่านั้น นายอนุทิน อธิบายว่า เขามีแต่โมหจริต ต้องการที่จะโจมตี บูลลี่อย่างเดียว ข้อมูลของเขาถ้าสังเกตในทุกเรื่องที่เขาโจมตีออกมา ก็เป็นข้อมูลเท็จแทบทุกเรื่อง ถ้ารัฐบาลมัวแต่มาฟังคนที่มีวุฒิภาวะเช่นนี้ รัฐบาลต้องเปลี่ยนทิศทางเปลี่ยนแนวทาง ซึ่งเราคงเป็นรัฐบาลไม่ได้ ทุกโครงการของรัฐบาลต้องผ่านการกลั่นกรองและความเห็นชอบจากฝ่ายข้าราชการประจำซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติ โดยเฉพาะการใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก.ดังกล่าว มีคณะกรรมการอนุมัติเงินกู้ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ซึ่งมีหน้าที่พิจารณาความเหมาะสมของการใช้เงิน และไม่จำเป็นต้องดำเนินการตามคำสั่งรัฐบาล หากเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ หรือมีแนวโน้มทุจริตและเอื้อประโยชน์ให้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง

