xs
xsm
sm
md
lg

อัปเดตศึก กสทช.! มติ 6 กก.ส่งชื่อผู้แทนประชุม ITU ถึง ครม. ศาลเรียก 'ไตรรัตน์' แจงใน 7 วัน ลุ้นประชุมบอร์ด 4 พ.ย.69

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ศึกสองขั้ว กสทช.เริ่มมีความเคลื่อนไหวใหม่ หลังสำนักงานส่งมติประชุมนัดพิเศษของ 6 กรรมการให้ ครม.พิจารณาส่งผู้แทนไทยร่วมประชุม ITU แต่ย้ำเป็นเพียงงานธุรการ ไม่ได้ฟันธงความชอบด้วยกฎหมายของมติ ขณะที่ศาลปกครองสูงสุดเรียก 'ไตรรัตน์' แจง 7 วัน ปมเผยแพร่ข่าวคดี 'หมอสรณ' ด้าน 'เมธา' เปิดปมต่ออายุรองเลขาฯ ตั้งข้อสงสัยผลประโยชน์ทับซ้อน จี้ 'อนุทิน' รับผิดชอบปัญหาสถานะประธานและเร่งตั้งคนใหม่ ท่ามกลางการประชุมที่ยังเดินคนละทาง วาระสำคัญค้างสะสม และเส้นตายคลื่นมือถือ-วิทยุที่ใกล้เข้ามา

สถานการณ์ภายในสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีความเคลื่อนไหวสำคัญล่าสุด เมื่อวันที่ 31 ต.ค.69 มีรายงานว่า นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ได้ลงนามหนังสือส่งมติการประชุมนัดพิเศษของกรรมการ กสทช. 6 คน ไปยังเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาองค์ประกอบคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมใหญ่ผู้แทนผู้มีอำนาจเต็มของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ ประจำปี 2569 หรือ ITU Plenipotentiary Conference 2026 (PP-26) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-27 พ.ย.69 ณ กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์

หนังสือดังกล่าวลงวันที่ 27 ต.ค.69 อ้างถึงมติการประชุมนัดพิเศษเมื่อวันที่ 21 ต.ค. ซึ่งมี รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม โดยกรรมการทั้ง 6 คนมีมติเห็นชอบให้ พล.ต.อ.ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร กรรมการ กสทช. เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย พร้อมเห็นชอบเอกสารกรอบท่าทีของประเทศไทยและร่างข้อสงวนที่เกี่ยวข้อง ก่อนมอบหมายให้สำนักงานดำเนินการเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.

นับเป็นความเคลื่อนไหวที่แตกต่างจากท่าทีของสำนักงานก่อนหน้านี้ ซึ่งตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับอำนาจเรียกประชุมและความชอบด้วยกฎหมายของการประชุมนัดพิเศษ อย่างไรก็ตาม หนังสือระบุชัดว่าการแจ้งมติดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่ทางธุรการเพื่อสนับสนุนการทำงานของกรรมการ กสทช. โดยคำนึงถึงความจำเป็นเร่งด่วนและประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ จึงยังไม่อาจสรุปได้ว่าสำนักงานยอมรับความชอบด้วยกฎหมายของมติประชุมนัดพิเศษทั้งหมดแล้ว

นอกจากนี้ สำนักงานยังขอให้พิจารณาเรื่องดังกล่าวเป็นวาระเร่งด่วน เพื่อให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำหนังสือรับรองผู้แทน หรือ Credentials และนำส่ง ITU ได้ทันก่อนพิธีเปิดการประชุมวันที่ 9 พ.ย.69

◉ ศาลสูงสุดเรียก 'ไตรรัตน์' แจงปมเผยแพร่ข่าวคดีประธาน

ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 30 ต.ค.69 มีรายงานว่าศาลปกครองสูงสุดได้ออกคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ ล.3/2569 ลงวันที่ 28 ต.ค.69 ให้นายไตรรัตน์ชี้แจงและแสดงพยานหลักฐานภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง กรณีสำนักงาน กสทช.เผยแพร่เอกสารข่าวฉบับที่ 85/2569 ลงวันที่ 3 ก.ย.69 ซึ่งเกี่ยวข้องกับคำสั่งศาลในคดีที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ฟ้องขอเพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหา กสทช.

คำสั่งศาลต้องการตรวจสอบว่า นายไตรรัตน์ได้รับทราบคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 952/2569 จากบุคคลหรือแหล่งข้อมูลใด รวมถึงส่งหรือเผยแพร่เอกสารข่าวดังกล่าวให้สื่อมวลชนและสื่อออนไลน์รายใดบ้าง โดยนายไตรรัตน์ให้ข้อมูลกับสำนักข่าวอิศราว่าได้รับคำสั่งศาลแล้ว และอยู่ระหว่างจัดทำคำชี้แจง

ทั้งนี้ กระบวนการดังกล่าวเป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่อาจเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล ยังไม่ใช่คำวินิจฉัยว่านายไตรรัตน์กระทำความผิดแล้ว และเป็นคนละเรื่องกับคดีอุทธรณ์เกี่ยวกับคุณสมบัติของ ศ.คลินิก นพ.สรณ ซึ่งยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด


◉ 'เมธา' เปิดปมต่ออายุรองเลขาฯ จี้ตรวจผลประโยชน์ทับซ้อน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 29 ต.ค.69 ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ นายเมธา มาสขาว ผู้ประสานงานเครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง และรองประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) แถลงข้อเสนอปฏิรูป กสทช. ในเวทีหัวข้อ "อนาคตสื่อสาธารณะ พันธะ กสทช. และกองทุนสุขภาพ กับอิสรภาพจากอำนาจรัฐและทุน" โดยตั้งคำถามต่อความสัมพันธ์ในการใช้อำนาจระหว่าง ศ.คลินิก นพ.สรณ กับนายไตรรัตน์ รวมถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

นายเมธาระบุว่า สาเหตุหนึ่งที่อาจอธิบายความขัดแย้งภายใน กสทช. คือข้อสงสัยเกี่ยวกับการต่ออายุดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ กสทช. สายงานยุทธศาสตร์ของนายไตรรัตน์ ก่อนครบวาระวันที่ 30 เม.ย.68 ซึ่งตนเห็นว่าควรผ่านกระบวนการประเมินและการพิจารณาของคณะกรรมการ กสทช.ทั้งคณะ แต่กลับมีข้อสงสัยว่าการประเมินดังกล่าวดำเนินการโดยประธาน กสทช.เพียงคนเดียว

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับอำนาจของผู้ลงนามในกระบวนการต่ออายุ โดยเห็นว่าต้องตรวจสอบว่าผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการมีอำนาจดำเนินการตามระเบียบการบริหารงานบุคคลเพียงใด และการต่ออายุดังกล่าวเป็นไปตามมติของคณะกรรมการชุดก่อนหน้าหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหานี้ยังจำเป็นต้องตรวจสอบเอกสารมติบอร์ด คำสั่งต่ออายุ และหลักฐานการประเมินที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะสรุปได้ว่าการดำเนินการไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นายเมธายังตั้งคำถามถึงการที่นายไตรรัตน์ปฏิบัติหน้าที่รักษาการเลขาธิการ กสทช.ต่อเนื่องมาเป็นเวลาประมาณ 6 ปี รวมถึงการใช้อำนาจแต่งตั้งผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ภายในสำนักงาน โดยเห็นว่าควรตรวจสอบฐานอำนาจและความชอบด้วยระเบียบของคำสั่งต่างๆ พร้อมเรียกร้องให้พิจารณาว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีอำนาจแต่งตั้งและผู้ได้รับการต่ออายุตำแหน่งอาจก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่

สำหรับตำแหน่งประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ของนายไตรรัตน์นั้น ครม.มีมติแต่งตั้งตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค.69 และมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 17 ก.ย.แล้ว ไม่ใช่เพียงอยู่ระหว่างเตรียมย้ายไปดำรงตำแหน่ง ขณะที่นายไตรรัตน์เคยชี้แจงต่อสาธารณะว่าสามารถดำรงตำแหน่งประธานบอร์ด กนอ. ควบคู่กับตำแหน่งในสำนักงาน กสทช.ได้ เนื่องจากเห็นว่าระเบียบไม่ได้ห้ามไว้

ส่วนข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับบทบาทของ พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข อดีตเลขานุการประธาน กสทช. รวมถึงความเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมือง กลุ่มทุนโทรคมนาคม และโครงการบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (USO) นายเมธาเรียกร้องให้ตรวจสอบความสัมพันธ์และการใช้อำนาจของผู้เกี่ยวข้อง แต่ยังไม่มีหลักฐานอิสระที่เพียงพอจะยืนยันข้อกล่าวหาเรื่องการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบหรือการแทรกแซงกระบวนการทางกฎหมายตามที่กล่าวอ้าง

◉ กล่าวหานายกฯ ละเว้นหน้าที่ จี้แจ้งวุฒิสภาเปิดทางตั้งประธานใหม่

อีกประเด็นที่นายเมธาให้น้ำหนักคือบทบาทของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งตนเห็นว่ามีหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายภายหลังคณะกรรมการสรรหา กสทช. วินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติของ ศ.คลินิก นพ.สรณ แต่กลับปล่อยให้ข้อพิพาทเกี่ยวกับสถานะประธานและการเรียกประชุมยืดเยื้อ จึงตั้งข้อกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

นายเมธาอ้างบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 180 และมาตรา 182 ประกอบพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 20 โดยเสนอว่าการพ้นจากตำแหน่งเพราะขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมีผลตามกฎหมาย และไม่ควรนำกระบวนการออกพระบรมราชโองการหรือการอุทธรณ์คดีมาใช้เป็นเหตุให้การแก้ไขสถานะตำแหน่งหยุดชะงัก พร้อมแสดงความเห็นว่าการละเว้นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีเกิดขึ้นครบองค์ประกอบแล้ว

อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นการตีความและความเห็นทางกฎหมายของนายเมธา ยังไม่มีคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยจากองค์กรที่มีอำนาจซึ่งยืนยันว่านายกรัฐมนตรีกระทำความผิดตามข้อกล่าวหานี้ อีกทั้งมาตรา 20 กำหนดขั้นตอนเกี่ยวกับการนำความกราบบังคมทูลและผลของพระบรมราชโองการไว้โดยเฉพาะ จึงต้องพิจารณาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงเรื่องการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน

นายเมธายังเรียกร้องให้สำนักงาน กสทช.ดำเนินการตามมาตรา 20 ซึ่งกำหนดให้มีหนังสือแจ้งสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาภายใน 15 วันนับแต่วันที่มีเหตุให้กรรมการพ้นจากตำแหน่ง เพื่อเริ่มกระบวนการสรรหากรรมการแทนตำแหน่งที่ว่าง พร้อมเสนอให้กรรมการที่เหลือประชุมเลือกประธานคนใหม่ตามขั้นตอนของกฎหมาย และแจ้งให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

นอกจากนี้ ยังเสนอให้พิจารณาดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หากมีหลักฐานว่าผู้บริหารสำนักงานจงใจขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ กสทช. รวมถึงขอให้ตรวจสอบเอกสารรับรองคุณสมบัติของ ศ.คลินิก นพ.สรณ ที่ใช้ประกอบกระบวนการสรรหา หลังนายเมธาตั้งข้อสงสัยว่าเอกสารบางฉบับอาจมีข้อความไม่ตรงกัน ซึ่งยังต้องอาศัยเอกสารต้นฉบับและคำชี้แจงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนสรุปข้อเท็จจริง


◉ ศึกประชุมสองขั้วยังไม่จบ นัดใหม่ 4 พ.ย.69

แม้สำนักงาน กสทช.จะส่งมติเรื่อง ITU เข้าสู่กระบวนการของ ครม.แล้ว แต่ความขัดแย้งเรื่องอำนาจจัดประชุมยังไม่มีข้อยุติ โดยการประชุม กสทช.ครั้งที่ 25/2569 (ต่อเนื่อง) เมื่อวันที่ 28 ต.ค.69 ที่ห้องประชุมสายลม 1121 ชั้น 12 สำนักงาน กสทช. ไม่สามารถเปิดประชุมได้ เนื่องจากมีเพียง ศ.คลินิก นพ.สรณ เข้าร่วม ขณะที่กรรมการอีก 6 คนไม่เข้าประชุม ทำให้องค์ประชุมไม่ครบ และมีการนัดประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 4 พ.ย.69

ส่วนกรรมการ กสทช.อีก 6 คน ได้แก่ รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย, พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต, นายต่อพงศ์ เสลานนท์, พล.ต.อ.ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร และ รศ.ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ ยืนยันแนวทางจัดประชุมนัดพิเศษโดยอาศัยบทบัญญัติกฎหมายที่ให้กรรมการที่เหลือปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้เมื่อมีจำนวนไม่น้อยกว่า 4 คน

ที่ผ่านมา กรรมการทั้ง 6 คนจัดประชุมนัดพิเศษในวันที่ 2, 6, 8 และ 21 ต.ค.69 โดยมีการพิจารณาวาระและลงมติหลายเรื่อง ก่อนส่งหนังสือแจ้งผลให้สำนักงานรับทราบและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ อย่างไรก็ตาม สำนักงานโดยนายไตรรัตน์ตั้งข้อสังเกตต่อความชอบด้วยกฎหมายของการเรียกประชุม การบรรจุวาระ และกระบวนการจัดทำรายงานการประชุม โดยเห็นว่าการนำมติไปปฏิบัติอาจทำให้เจ้าหน้าที่มีความเสี่ยงทางกฎหมาย

ความขัดแย้งดังกล่าวยังลุกลามไปถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับการบันทึกเสียงการประชุม ก่อนที่กรรมการ 3 คน ได้แก่ รศ.ดร.ศุภัช พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ และ ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง จะออกเอกสารชี้แจงเมื่อวันที่ 23 ต.ค.69 ยืนยันว่าไม่มีการสั่งลบเทปบันทึกเสียง และสามารถตรวจสอบหลักฐานการประชุมทั้ง 4 นัดได้

สำหรับมติประชุมนัดพิเศษวันที่ 21 ต.ค.69 นอกจากเรื่องผู้แทนไทยเข้าร่วม ITU ยังมีวาระแต่งตั้งคณะอนุกรรมการที่ปรึกษากฎหมาย การอนุมัติงบประมาณชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด การพิจารณาโรดแมปทีวีดิจิทัลบางส่วน และมาตรการช่วยเหลือผู้ใช้บริการโทรคมนาคมที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยต้องติดตามว่ามติแต่ละเรื่องได้รับการดำเนินการในทางปฏิบัติแล้วมากน้อยเพียงใด

◉ คดี 'หมอสรณ' ยังอยู่ชั้นอุทธรณ์ ปมสถานะประธานรอข้อยุติ

ต้นตอสำคัญของความขัดแย้งเกิดจากคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 ก.ค.69 ซึ่งเห็นว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งในหน่วยงานของรัฐ และให้ถือว่าสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช.ตั้งแต่แรก

ต่อมาวันที่ 25 ก.ย.69 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้องคดีที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ ยื่นฟ้องขอเพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าว โดยเห็นว่าคณะกรรมการสรรหาดำเนินการชอบด้วยกฎหมาย แต่ ศ.คลินิก นพ.สรณ ได้ใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งมีคำสั่งรับอุทธรณ์ไว้พิจารณาและให้ดำเนินกระบวนการโดยเร่งด่วน

อย่างไรก็ตาม การรับอุทธรณ์ไม่ได้หมายความว่าศาลปกครองสูงสุดกลับคำพิพากษาของศาลปกครองกลางแล้ว ขณะที่การเลือกประธานทำหน้าที่ในการประชุมของกรรมการ 6 คน ก็เป็นคนละขั้นตอนกับการแต่งตั้งประธาน กสทช.คนใหม่อย่างเป็นทางการ จึงยังต้องติดตามทั้งคำวินิจฉัยศาลและการดำเนินการตามมาตรา 20 ควบคู่กัน

◉ ภาคประชาชนจี้รัฐบาลสะสางงานค้าง ห่วงค่ามือถือ-สแกมเมอร์-อนาคตทีวี

นอกจากข้อเรียกร้องของนายเมธาแล้ว เวทีวันที่ 29 ต.ค.69 ยังมีเครือข่ายภาคประชาชนรวม 14 องค์กร ร่วมเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขวิกฤต กสทช. โดยสภาผู้บริโภคระบุว่าปัญหาการประชุมที่ยืดเยื้อส่งผลต่อวาระกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม ทั้งการติดตามเงื่อนไขควบรวมธุรกิจมือถือ ราคาค่าบริการ คุณภาพสัญญาณ SMS หลอกลวง เบอร์โทรศัพท์ผิดกฎหมาย การรับมือมิจฉาชีพออนไลน์ และอนาคตกิจการโทรทัศน์

เครือข่ายดังกล่าวยังเรียกร้องให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องกับการจัดประชุม พร้อมคัดค้านความพยายามแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับแหล่งรายได้ขององค์กรสื่อสาธารณะและกองทุน 4 แห่ง โดยกังวลว่าการเปลี่ยนจากรายได้ที่จัดสรรตามกฎหมายไปพึ่งพางบประมาณประจำปีอาจกระทบความเป็นอิสระจากอำนาจรัฐและกลุ่มทุน

ขณะที่ ภารกิจด้านการจัดสรรคลื่นความถี่กำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ โดยใบอนุญาตสถานีวิทยุ FM และ AM กลุ่มหลักมีกำหนดสิ้นสุดวันที่ 3 เม.ย.70 ส่วนใบอนุญาตคลื่นโทรศัพท์มือถือย่าน 2100 MHz กลุ่มเดิมจะหมดอายุวันที่ 6 ธ.ค.70 ทำให้ กสทช.ต้องกำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางจัดสรรใหม่ให้ชัดเจนก่อนถึงกำหนด

ส่วนกิจการทีวีดิจิทัลซึ่งใบอนุญาตจะสิ้นสุดวันที่ 24 เม.ย.72 ยังต้องหาข้อสรุปเกี่ยวกับโครงสร้างการอนุญาตและการใช้โครงข่ายในอนาคต แม้จะมีความคืบหน้าการพิจารณาโรดแมปบางส่วนแล้วก็ตาม ขณะเดียวกัน ยังมีโครงการ USO และงานกำกับดูแลการแข่งขันที่ต้องอาศัยการตัดสินใจตามขั้นตอนของ กสทช.โดยไม่ทำให้สิทธิของประชาชนและผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากข้อพิพาทภายในองค์กร

หากมองสถานการณ์ กสทช.ในเวลานี้ แม้สำนักงานจะเริ่มขยับ ส่งมติของ 6 กรรมการเรื่อง ITU ให้ ครม.พิจารณา แต่ศึกสองขั้วยังไม่มีทีท่าว่าจะจบ โดยวันที่ 4 พ.ย.69 ต้องจับตาว่าจะเปิดประชุมได้หรือไม่ ขณะที่ไทยต้องเร่งเคาะตัวแทนร่วมเวที ITU ให้ทันก่อนวันที่ 9 พ.ย.69 ส่วนปมเก้าอี้ประธานและข้อกล่าวหาต่อผู้เกี่ยวข้องยังรอข้อยุติทางกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม เมื่อมติเรื่อง ITU เดินหน้าต่อได้ จึงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า แล้วมติอื่นของ 6 กรรมการจะเดินตามได้หรือไม่ ใครจะปลดล็อกความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ และเมื่อไร กสทช.จะกลับมาทำงานเพื่อประชาชนได้อย่างเต็มที่?