MGR Online "หนุ่ม กรรชัย" รับถึงกับเข่าทรุดหลังเห็นข้อมูล"มูลนิธิองค์กรทำดี" เผยเปลี่ยนความรู้สึกทีม่ต่อ "บุ๋มปนัดดา" จากหน้ามือเป็นหลังเท้า อยากได้คำตอบจากเจ้าตัวว่าเกิดอะไรขึ้น
วันนี้ ( 3 พ.ย. ) ที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เมื่อเวลา 15.00 น. นายภูดิษ กำเนิดพลอย หรือ หนุ่ม กรรชัย พิธีกรชื่อดัง เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนตามคำเชิญของตำรวจ บก.ปอศ. เพื่อให้ข้อมูลกรณีบริจาคเงินให้กับมูลนิธิองค์กรทำดี
หนุ่ม กรรชัย เปิดเผยว่า เคยบริจาคเงินให้มูลนิธิดังกล่าวเพียงครั้งเดียว จำนวน 1 ล้านบาท เมื่อช่วงเดือน ก.ย. 2567 เพื่อสมทบทุนช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือ โดยการบริจาคครั้งดังกล่าวไม่ได้มีการพูดคุยหรือประสานงานกันเป็นการส่วนตัวหลังไมค์แต่อย่างใด เนื่องจากขณะนั้นเห็นว่ามีการเปิดรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม จึงรู้สึกว่าประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือน่าจะกำลังได้รับความเดือดร้อน จึงตัดสินใจร่วมบริจาค โดยไม่ได้แจ้งให้ทางมูลนิธิทราบด้วยซ้ำว่าตนเป็นผู้บริจาค หลังจากโอนเงินไปแล้วก็ไม่ได้ติดตามหรือคิดอะไรต่อ
หนุ่ม กรรชัย กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ในช่วงเวลาดังกล่าว หากจำไม่ผิด ตนได้บริจาคเงินให้ 2 แห่ง แห่งแรกเป็นมูลนิธิองค์กรทำดีของ น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ “บุ๋ม ปนัดดา” และอีกแห่งเป็นการบริจาคให้ นายกัน จอมพลัง เป็นการส่วนตัว โดยแยกบริจาคให้แห่งละ 1 ล้านบาท
ส่วนกรณีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับเส้นทางการเงินของมูลนิธิองค์กรทำดี ว่ามีการนำเงินบริจาคไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่นหรือไม่ หนุ่ม กรรชัย กล่าวว่า โดยส่วนตัวไม่ได้ติดใจว่าเงินที่บริจาคจะถูกนำไปทำอะไรบ้าง แต่มีความคาดหวังเพียงว่าเงินดังกล่าวจะยังคงอยู่ในส่วนของมูลนิธิ และนำไปใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชนตามวัตถุประสงค์ขององค์กรเท่านั้น โดยเข้าใจว่าในช่วงเวลานั้นอาจมีผู้บริจาคเข้ามาเป็นจำนวนมาก และอาจมีเงินเหลือจากการช่วยเหลือ แต่ก็อยากให้เงินยังอยู่ภายในองค์กรเพื่อใช้ประโยชน์ในการช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนต่อไป
เมื่อถามว่า ตำรวจแจ้งหรือไม่ว่าต้องการข้อมูลในประเด็นใดเป็นพิเศษ หนุ่ม กรรชัย กล่าวว่า เจ้าหน้าที่เพียงแจ้งให้เข้ามาให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าต้องการสอบถามเรื่องใดเป็นพิเศษ โดยตำรวจแจ้งว่าจะมีการเชิญบุคคลอื่นเข้ามาให้ข้อมูลด้วย คือ นายพุทธ อภิวรรณที่มาเมื่อเช้านี้ รวมถึง ชมพู่ อารยา และเบลล่า ราณี ซึ่งตนก็รับทราบและตอบตกลงว่าจะเดินทางมาให้ข้อมูล สำหรับเอกสารที่นำมามอบให้พนักงานสอบสวนในวันนี้ มีเพียงสำเนาสลิปการโอนเงินบริจาคเท่านั้น ส่วนเอกสารอื่นไม่ได้เตรียมมา เนื่องจากไม่ได้มีการขอใบเสร็จรับเงินเพื่อนำไปลดหย่อนภาษี และไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกรรมของบริษัทแต่อย่างใด เพราะขณะนั้นมีความตั้งใจเพียงต้องการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเท่านั้น ไม่ได้คิดถึงเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษี
"ส่วนตัวไม่ได้รู้สึกเสียดายเงินบริจาคจำนวน 1 ล้าน เพราะมองว่าได้ทำบุญไปแล้ว แต่หากภายหลังพบว่ามีใครนำเงินไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม บุคคลนั้นก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม" หนุ่ม กรรชัย กล่าว
เมื่อถามว่าส่วนจะรู้สึกผิดหวังหรือไม่ หากผลการตรวจสอบพบว่าเงินบริจาคถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หนุ่ม กรรชัย กล่าวว่า ขณะนี้ข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏชัดเจนว่าเงินถูกนำไปใช้จ่ายในช่วงเวลาใด หรือถูกนำไปใช้ในลักษณะใด จึงยังไม่อยากตัดสินในตอนนี้ แต่หากท้ายที่สุดพบว่ามีการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์จริง โดยเงินที่ตนระบุชัดเจนว่าบริจาคเพื่อสมทบทุนฟื้นฟูน้ำท่วม กลับถูกนำไปใช้ในเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือผู้เดือดร้อน ก็ย่อมรู้สึกผิดหวัง เพราะหากนำไปซื้อบ้าน ซื้อกระเป๋า หรือใช้จ่ายในเรื่องส่วนตัวที่ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค ก็คงเป็นเรื่องที่ทำให้เสียความรู้สึก
เมื่อถามถึงกรณีที่บุ๋ม ปนัดดา ออกมายอมรับความผิดพลาดบางประการ พร้อมระบุว่าพยายามหาเงินส่วนตัวมาคืนให้กับมูลนิธิ หนุ่ม กรรชัย กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวขอไม่ก้าวล่วง เพราะเป็นสิทธิของบุ๋มที่จะชี้แจงรายละเอียดด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่รู้จักกันมานาน ตั้งแต่สมัยยังเป็นวัยรุ่น ก็ยังรู้สึกเป็นกำลังใจให้ และไม่อยากให้เรื่องราวเป็นไปตามข้อกังวลว่าบุ๋มถูกหลอกจริง ๆ แต่ท้ายที่สุดสิ่งสำคัญที่สุดคือเส้นทางการเงิน ซึ่งเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องสืบสวนสอบสวน และเป็นกระบวนการที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ส่วนเชื่อหรือไม่ว่าบุ๋มถูกสามีหลอก ยังตอบไม่ได้ แต่ยอมรับว่ามีบางประเด็นที่รู้สึกผิดสังเกต โดยตั้งข้อสังเกตว่า หากนายก๊อต สามีของบุ๋ม หลอกลวงมาตั้งแต่แรก เหตุใดจึงไม่ออกมาพูดตั้งแต่ต้น และเหตุใดจึงเพิ่งออกมาชี้แจงในช่วงเวลานี้ เพราะการพูดล่าช้าอาจทำให้บุ๋มได้รับความเดือดร้อนมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงข้อมูลที่เคยพูดคุยกันในรายการว่า คำชี้แจงของแต่ละฝ่ายยังไม่ชัดเจนและไม่สามารถทำให้ข้อสงสัยคลี่คลายได้ โดยเฉพาะกรณีการก่อสร้างบ้านพักพูลวิลล่าที่ จ.ภูเก็ต ซึ่งบุ๋มระบุว่าไม่ทราบเรื่องการก่อสร้างมาก่อน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ช่างเอ๋ หรือ นายอภิชาติ ผู้รับเหมาก่อสร้าง กลับให้ข้อมูลผ่านรายการว่า รับรู้เรื่องดังกล่าว ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าตกลงแล้วฝ่ายใดเป็นผู้พูดความจริง และฝ่ายใดให้ข้อมูลไม่ตรงกัน
หนุ่ม กรรชัย ยังเปิดเผยด้วยว่า หลังจากพูดคุยกันผ่านรายการเมื่อวานนี้ ได้มีการติดต่อพูดคุยกับบุ๋มเพิ่มเติมทางไลน์ แต่เป็นเพียงการส่งอีโมจิถึงกันเท่านั้น ไม่ได้มีการสนทนาหรือพูดคุยในรายละเอียดมากไปกว่านั้น
เมื่อถามว่าทำไมดารา นักแสดง และบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายคนจึงเลือกบริจาคเงินให้กับบุ๋มเป็นจำนวนมาก นั้นเพราะเป็นเรื่องของความไว้วางใจ เพราะการบริจาคเงินของแต่ละคนมักเลือกบุคคลหรือองค์กรที่อยู่ใกล้ตัวและเชื่อถือได้ รวมถึงตัวเองก็ไม่ได้บริจาคเงินให้เฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ยังบริจาคให้กับมูลนิธิอื่น ๆ ด้วย เช่น มูลนิธิเพื่อนพึ่งพายามยาก หรือองค์กรที่ทำงานช่วยเหลือสังคม โดยไม่ได้แบ่งแยกว่าต้องเป็นกลุ่มใด สำหรับบุ๋ม ปนัดดา ที่ตัดสินใจบริจาคให้เพราะเห็นการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนจริง เห็นการทำงานและการเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย จึงเกิดความไว้วางใจและเชื่อมั่นในการทำงานของบุ๋ม
เมื่อถามว่ากรณีที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อความรู้สึกหรือทำให้รู้สึกแย่หรือไม่ นายหนุ่ม กล่าวว่า วันนี้ยังไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น เพราะต้องรอให้ข้อเท็จจริงปรากฏชัดเจนก่อนว่าความจริงเป็นอย่างไร ขณะนี้ยังมีเพียงข้อกล่าวหาและหลักฐานบางส่วนที่อาจชี้ไปถึงตัวบุ๋ม แต่บุ๋มก็ยังมีสิทธิที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงตามกระบวนการ ส่วนจะยังสามารถกลับมาสนับสนุนหรือเชื่อมั่นในตัวบุ๋มได้หรือไม่ หากสามารถชี้แจงข้อเท็จจริงได้ทั้งหมด ซึ่งคงต้องใช้เวลา เพราะหากสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามที่บุ๋มชี้แจงว่าถูกหลอกจริง ก็ต้องให้เวลาในการพิสูจน์ตัวเอง แต่การจะกลับมาได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนในระยะเวลาอันสั้นคงเป็นเรื่องยาก เนื่องจากความเชื่อมั่นที่ประชาชนเคยมีอาจลดลง และแม้จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้แล้ว ก็อาจยังต้องเผชิญกับคำครหาไปอีกระยะหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องเงินบริจาคที่ประชาชนเคยมอบให้
ส่วนจะมีคำแนะนำอะไรถึงบุ๋มในสถานการณ์นี้หรือไม่ หนุ่ม กรรชัย กล่าวว่า เป็นเรื่องที่แนะนำได้ยาก แต่สิ่งหนึ่งที่อยากบอกคืออยากให้พูดความจริงทั้งหมด เพราะความจริงเป็นสิ่งที่จะปกป้องตัวเราเองได้ ไม่ว่าวันนี้จะทำผิดพลาดหรือไม่ก็ตาม หากพูดความจริง หากไม่ได้กระทำผิดก็จะสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ แต่หากมีความผิดจริง การยอมรับความจริงก็อาจทำให้ความหนักกลายเป็นเบาได้ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสิ่งที่ได้กระทำลงไป
"อยากให้ บุ๋ม ปนัดดา พูดข้อเท็จจริงทั้งหมด เพราะความจริงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะปกป้องตัวเองและครอบครัวได้ โดยเฉพาะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับเงินบริจาคของประชาชน ซึ่งบางคนอาจมีฐานะยากจน มีรายได้เพียงวันละ 100-200 บาท แต่ยังยอมสละเงิน 100 บาท จากเงินที่มีอยู่เพียงเล็กน้อย บางคนอาจต้องใช้เงินจำนวนดังกล่าวกินอยู่ได้ถึง 3-4 วัน แต่ก็ยังเต็มใจมอบให้เพื่อส่งต่อไปช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนจริง ๆ จึงอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกลับไปคิดทบทวนว่า การดำเนินการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นเหมาะสมหรือไม่"หนุ่ม กรรชัย กล่าว
ส่วนกรณีที่ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ได้พูดในรายการโหนกระแสว่า ในเร็ว ๆ นี้จะมีอินฟลูเอนเซอร์ผู้ชายจะถูกเปิดเผยข้อมูลในลักษณะเดียวกันรู้หรือไม่ว่าเป็นใคร หนุ่ม กรรชัย กล่าวว่า ไม่ทราบว่าเป็นใคร แต่ยืนยันว่าไม่ใช่ตนเองอย่างแน่นอน พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า “หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน”
ต่อมาเมื่อเวลา 17.00 น. หนุ่ม กรรชัย กล่าวภายหลังเข้าให้ปากคำกับตำรวจ บก.ปอศ.ว่า ข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ได้รับฟังในวันนี้ทำให้ความเชื่อมั่นทั้งหมดที่ตนเคยมีอยู่กับบุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ถูกหักล้างลงจนหมดสิ้น ยอมรับถึงกับเข่าทรุดหลังเห็นข้อมูลที่ตำรวจมี เปลี่ยนความรู้สึกของตัวเองกับความจริงที่ได้จากบุ๋มจากหน้ามือเป็นหลังเท้าเมื่อเปรียบเทียบจากตอนที่เดินเข้ามากับตอนที่เดินออกมาจากห้องสอบสวน
หนุ่มกรรชัยยังได้ฝากเตือนไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องหรือผู้ที่เคยบริจาคเงินทั้งหมดให้เดินทางมาให้ปากคำและชี้แจงข้อเท็จจริงกับทางตำรวจ รวมถึงหากใครที่คิดว่าตัวเองเป็นผู้เสียหายก็ควรจะมาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยเช่นกัน
หนุ่มกรรชัยยังกล่าวถึง สถานะของตนเองในทางคดีขณะนี้ระบุว่า ยังคงเดินทางมาในฐานะพยานไม่ใช่ในฐานะผู้แจ้งความเอาผิด แต่อนาคตอาจมีโอกาสเปลี่ยนแปลงสถานะไปเป็นผู้เสียหายหรือผู้แจ้งความเอาผิดได้ขึ้นอยู่กับแนวทางการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่จะเมื่อไหร่ไม่สามารถที่จะบอกได้
ส่วนประเด็นเรื่องเงินที่เสียไปเจ้าตัวระบุว่าไม่รู้สึกเสียดายเงินที่จ่ายไปแต่อย่างใด ไม่ได้เสียใจ แต่เพียงแค่ต้องการคำตอบที่ชัดเจนว่า ความจริงมันคืออะไร
นอกจากนี้ในประเด็นที่สังคมมองว่าตนเองเป็นถึงคนข่าวระดับแถวหน้าแต่ทำไมถึงตกเป็นเหยื่อนั้น หนุ่มกรรชัยเผยว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เนื่องจากความไว้วางใจ และตนเองก็เป็นหนึ่งใน1,800,000 บัญชี ของผู้ที่มีการโอนเงินร่วมทำบุญหรือบริจาคเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะคลี่คลายลงเมื่อใดโดยต้องรอให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการทำหน้าที่และสืบสวนสอบสวนต่อไป

