สถานการณ์โลกกำลังร้อนแรงขึ้นทุกหนทุกแห่งในปี 2026 ไปถึงขั้นมีคำเตือนมากขึ้นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของสงครามโลกครั้งที่ 3 และสิ่งที่ได้รับการจับตามากที่สุดในปัจจุบัน คือศึกเลือกตั้งกลางเทอมในสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นตัวตัดสินชะตากรรมของสงครามในอิหร่าน ท่ามกลางความกังวลว่ามันอาจขยายลุกลามออกไปจนควบคุมไม่อยู่ ตามรายงานของสื่อมวลชนหลายสำนัก
ในบทความหนึ่งที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ CFR เมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคม ระบุว่าหนึ่งในประเด็นหลักที่ศึกเลือกตั้งครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อวิกฤตตะวันออกกลางก็คือ ผลการเลือกตั้งสหรัฐฯจะเป็นตัวตัดสินว่าพรรครีพับลิกันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งอเมริกา หรือ พรรคเดโมแครต จะเป็นฝ่ายควบคุมงบประมาณในการทำสงคราม
ถ้าพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฏรหรือวุฒิสภา พวกเขาจะมีอำนาจในการกำดับดูและและลดการใช้จ่ายด้านการทหาร และแม้ ทรัมป์ สามารถวีโต้การตัดสินใจของสภาคองเกรสได้บางครั้งบางคราว แต่สภาคองเกรสที่ควบคุมของฝ่ายค้าน จะทำให้รัฐบาลของประธานาธิบดีรายนี้เจองานยากลำบากมากๆ ในการหาเงินทุนเพิ่มเติมสำหรับเดินหน้าหรือยกระดับปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน
CGTN America เครือข่ายสถานีโทรทัศน์จีนในสหรัฐฯ ระบุว่าถ้ารีพับลิกันเป็นฝ่ายชนะ ประธานาธิบดีทรัมป์อาจเปิดฉากโจมตีทางทหารขนานใหญ่ในทันที โดยพุ่งเป้าเล่นงานแหล่งที่ตั้งทางนิวเคลียร์ของอิหร่าน เพื่อบีบให้เตหะรานยอมจำนนแบบไม่มีเงื่อนไข อย่างไรก็ตามหากรีพับลิกันเป็นฝ่ายแพ้ ทรัมป์อาจเลือกโจมตีหนักหน่วงกว่าเดิมและประกาศชัยชนะ เพื่อรักษาหน้า ก่อนที่สภาคองเกรสชุดใหม่จะเข้าทำหน้าที่
อย่างไรก็ตาม กรณีนี้จะยิ่งทำให้สงครามลุกลามไปทั่วทั้งภูมิภาค และมีความเป็นไปได้ที่จะมีฝ่ายอื่น ๆ เข้ามาแทรกแซงในสงครามนี้มากขึ้น ซึ่งอาจถึงขั้นขยายวงสู่การสู้รบในวงกว้าง
ศึกเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ กำลังเกิดขึ้นในขณะที่โลกกำลังกังวลเกี่ยวกับการปะทุของสงครามโลกครั้งที่ 3 จนถึงตอนนี้มีอย่างน้อย 33 ประเทศ ที่ออกคำแนะนำพลเมืองให้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น
The Vibes เว็บไซต์ข่าวและแพลตฟอร์มนำเสนอข่าวสารของมาเลเซีย ระบุว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่ใช่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือเป็นการเตือนว่าสงครามโลกอาจปะทุขึ้นเร็วๆนี้ หากแต่เป็นแคมเปญเพื่อเสริมสร้างความพร้อมของชาติ ในการรับมือกับความเสี่ยงระดับโลกต่าง ๆ เช่น ภัยธรรมชาติ สภาพอากาศที่รุนแรง และการโจมตีทางไซเบอร์
ระดับคำเตือนแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ มีการเตือนรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเวลา 72 ชั่วโมง ในสหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, แคนาดา, ญี่ปุ่น, เม็กซิโก และเนเธอร์แลนด์ ส่วน สวีเดน และ นอร์เวย์ เตือนรับมือ 1 สัปดาห์ ขณะที่ เยอรมนี และ ออสเตรีย ออกคำเตือน 10 วัน
ประเทศเหล่านี้สนับสนุนให้ประชาชนจัดเตรียมสิ่งของจำเป็นพื้นฐานไว้ ซึ่งรวมถึงน้ำดื่ม (ประมาณ 3 ลิตรต่อคนต่อวัน) อาหารแห้งหรืออาหารกระป๋องที่ไม่เน่าเสียเร็ว ยารักษาโรคที่จำเป็น ไฟฉาย ถ่านไฟฉาย รวมถึงวิทยุแบบใช้แบตเตอรีหรือวิทยุพกพา เพื่อใช้ติดตามข่าวสารในช่วงที่ไฟฟ้าดับ
(ที่มา:เอเจนซี)

