'โสภณ' โนแคร์เสียงวิจารณ์ 'ขี้ข้ารัฐบาล' ริบอำนาจประธาน กมธ.
นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกมาชี้แจงและตอบโต้เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายค้าน กรณีออกแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) โดยยืนยันว่าไม่ได้ดำเนินการเพื่อเอื้อประโยชน์ให้รัฐบาลหรือปิดกั้นการตรวจสอบ แต่ต้องการแก้ปัญหาการทำงานซ้ำซ้อนและสร้างมาตรฐานการปฏิบัติงานให้ชัดเจน พร้อมกับย้ำว่าไม่ได้เป็นขี้ข้ารัฐบาลอย่างแน่นอน
นายโสภณ กล่าวว่า นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานสภา ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบจากฝ่ายค้านมาโดยตลอด ซึ่งเข้าใจว่าเป็นบทบาททางการเมือง แต่ข้อกล่าวหาหลายเรื่องแทบไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ เป็นเพียงการใช้วาทกรรมเพื่อดิสเครดิตการทำงานของตน ทั้งในด้านการทำหน้าที่ประธานสภาและการบริหารงานของสภา โดยมองว่าเป็นการเล่นการเมืองด้วยถ้อยคำเพื่อความสะใจ
ประธานสภาฯ กล่าวถึงกระแสวิจารณ์เกี่ยวกับการทำหน้าที่ว่า กระแสวิพากษ์วิจารณ์การทำงานยิ่งทำให้ผิดหวัง เพราะมีการใช้ถ้อยคำว่า ผมเป็นขี้ข้ารัฐบาล ทำให้สภาตกต่ำ จำเป็นต้องเล่นการเมืองกันด้วยถ้อยคำเช่นนี้เลยเหรอ ใช้วาจาเพื่อความสะใจอย่างเดียวหรือไม่ กรณีที่เกิดขึ้นมีที่มาจากการร้องเรียนว่าการทำงานของกรรมาธิการซ้ำซ้อน ทำให้ข้าราชการต้องทำงานหนัก เนื่องจากมีกรรมาธิการทั้งหมด 35 คณะ และยังมีการตั้งอนุกรรมาธิการอีกจำนวนมาก ตนเห็นปัญหานี้มาตั้งแต่สมัยเป็นรัฐมนตรี และต้องการให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงต้องเรียกประชุมหารือ โดยเสียงส่วนใหญ่เห็นว่า ควรปฏิบัติตามข้อบังคับ
นายโสภณ ย้ำว่า หากเห็นว่าตนเองทำผิดรัฐธรรมนูญก็ร้องเรียนมาได้เลย หากทำผิดก็ต้องดำเนินการตามกระบวนการ ไม่ใช่พูดเอาหล่อ
ถึงเวลาเอาจริงกันเสียที เพราะฝ่ายค้านล้ำเส้นตนมาหลายครั้งแล้ว แม้แต่ในสภาตนก็เคยพูดว่าอย่ามาบังคับตน หากเห็นว่าตนทำผิดก็สามารถดำเนินการได้เลย
ขณะที่ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาผู้แทนราษฎร ภายหลังมี สส. ร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของ กมธ. จนนำไปสู่การหารือร่วมกันระหว่างประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธาน กมธ. สามัญ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569
สำนักงานฯ ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมาย ร่วมกับสำนักกรรมาธิการ 1 - 3 จัดทำแนวทางปฏิบัติเพื่อให้ กมธ. ทั้ง 35 คณะ มีมาตรฐานเดียวกัน ชี้ที่ผ่านมาในทางปฏิบัติไม่มีผู้โต้แย้ง จึงไม่มีการกำหนดแนวทางไว้อย่างชัดเจน จนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน การจัดทำแนวทางครั้งนี้จึงไม่ใช่การจำกัดอำนาจประธาน กมธ. แต่เป็นการอธิบายข้อกฎหมายให้ชัดเจน เพื่อลดข้อโต้แย้งระหว่างกรรมาธิการ ดังนั้น สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้อธิบายรายละเอียดแนวทางปฏิบัติ 5 ข้อหลัก ดังนี้
1.เพื่อความเรียบร้อยไม่ได้ริบอำนาจ เป็นการอธิบายบทบัญญัติของกฎหมายให้ชัดเจนในทางปฏิบัติ เพื่อลดข้อโต้แย้งระหว่างกรรมาธิการ
2.การนัดประชุม ยึดตามมติของ กมธ. ที่กำหนดวันประชุมประจำสัปดาห์ไว้ตั้งแต่ต้น แต่ประธาน กมธ. ยังคงมีอำนาจนัดประชุมเป็นพิเศษได้หากมีเหตุจำเป็น
3.การบรรจุระเบียบวาระ แบ่งออกเป็น 4 วาระ ได้แก่ วาระที่ 1 เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม วาระที่ 2 รับรองบันทึกการประชุม วาระที่ 3 เรื่องพิจารณา (การพิจารณาศึกษา/การเรียกบุคคลมาให้ข้อมูล ต้องบรรจุในวาระนี้ และต้องเป็นไปตามมติ กมธ.) และ วาระที่ 4 เรื่องอื่น ๆ ประธาน กมธ. มีอำนาจบรรจุวาระพิจารณา ได้เฉพาะเรื่องที่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ (เช่น รายงานจากคณะอนุกรรมาธิการ) ส่วนเรื่องร้องเรียนทั่วไปบรรจุในวาระที่ 1 หรือ 4 เพื่อให้ที่ประชุมลงมติ แต่ไม่สามารถเรียกบุคคลมาให้ข้อมูลในวาระเรื่องอื่นๆได้
4. การเรียกบุคคลหรือเอกสาร รัฐธรรมนูญ มาตรา 129 กำหนดให้อำนาจเรียกเป็นของ "คณะกรรมาธิการ" ดังนั้นการออกหนังสือเชิญ หรือขอความร่วมมือต้องเป็นไปตาม "มติของกมธ." เท่านั้น ประธาน กมธ. ไม่สามารถกระทำได้เพียงลำพัง และ5.แก้ปัญหาเรื่องซ้ำซ้อน การศึกษาเรื่องที่เกี่ยวข้องกันระหว่างหลาย กมธ. ต้องเป็นไปตามระเบียบสภาฯ พ.ศ. 2562 โดยให้ประธานสภาฯ และประธาน กมธ. ที่เกี่ยวข้องหารือกัน เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องเดินทางมาชี้แจงต่อ กมธ. หลายคณะซ้ำซ้อนกันในสัปดาห์เดียว ซึ่งไม่ใช่การดึงเรื่องให้ล่าช้า แต่ทำเพื่อประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน

