"กำนันมะโน" ระดมรถ 1,000 คัน บุกทำเนียบฯ 5 พ.ย. ชูปัญหาปากท้อง-น้ำมันแพง จับตาขยายแนวร่วมเขย่ารัฐบาล ท่ามกลางกระแสวิจารณ์ "ระบอบสีน้ำเงิน" พร้อมปมหมวกเหลือง 1,000 ใบที่กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง
การเคลื่อนไหวของกำนันมะโน เครือแก้ว กำนันตำบลกระบี่น้อย จังหวัดกระบี่ ที่ประกาศระดมรถยนต์และรถบรรทุก 1,000 คัน เคลื่อนขบวนจากภาคใต้เข้าสู่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาปากท้อง ราคาน้ำมันแพง และค่าครองชีพ กำลังกลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่น่าจับตา เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจไม่ได้จบลงเพียงการยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล แต่มีโอกาสพัฒนาไปสู่การรวมตัวของประชาชนที่ไม่พอใจการบริหารประเทศและต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
กำนันมะโนประกาศจัดตั้ง “กลุ่มแนวร่วมปฏิวัติประชาชนปกป้องแผ่นดิน หรือ นปผ.”โดยกำหนดนัดรวมตัวที่สี่แยกควนหนองหงส์ อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ก่อนเคลื่อนขบวนเข้าสู่กรุงเทพฯ ในวันที่ 5 พฤศจิกายน ตั้งเป้ารวบรวมรถยนต์และรถบรรทุกให้ได้ 1,000 คัน เพื่อเดินทางไปพบรัฐบาลและสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน
ข้อเรียกร้องประกอบด้วยปัญหาราคาน้ำมัน ค่าครองชีพ ราคาพืชผลทางการเกษตร ปัญหายาเสพติด และการทุจริตในการสอบข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งล้วนเป็นปัญหาที่ประชาชนได้รับผลกระทบโดยตรง
สิ่งที่น่าสนใจคือ กระแสตอบรับไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประชาชนในจังหวัดกระบี่หรือพื้นที่ภาคใต้เท่านั้น แต่มีผู้สนับสนุนจากหลายพื้นที่เข้ามาร่วมด้วย นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนสิ่งของและอุปกรณ์สำหรับผู้ร่วมขบวน
รวมถึงหมวกสีเหลืองจำนวน 1,000 ใบ ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบในการสร้างสัญลักษณ์ร่วมของกลุ่มผู้เคลื่อนไหว
ในเรื่องหมวกนี้เองที่ทำให้การเคลื่อนไหวนี้น่าสนใจขึ้นมาทันที เพราะเพจเฟซบุ๊คของกำนันมะโนที่ใช้ชื่อว่า "กำนันตำบลกระบี่น้อย ซื่อสัตย์ ชัดเจน" ได้โพสต์ภาพหมวกสีเหลืองที่มีตราสัญลักษณ์ พร้อมกับระบุข้อความเมื่อเร็วๆ นี้ว่า "วันนี้ได้มีเจ้าของโรงงานหมวก(ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม) จากกรุงเทพฯ ได้ขับรถเกือบ1000 กิโล เพื่อนำหมวกเกรดอย่างดีมาบริจาคให้ผมแล้ว 1,000 ใบ เราจะแจกให้พี่น้องประชาชน ตามวาระโอกาสที่สมควรต่อไป ขอขอบคุณผู้ใจบุญทุกท่านครับ"
จากโพสต์ดังกล่าวได้ทำให้มีประชาชนเข้ามาแสดงความคิดเห็นและตั้งคำถามเป็นจำนวนมาก ทำให้กำนันมะโนต้องตอบกลับไปว่า "หมวกนี้เราจะแจกพี่น้องประชาชนตามความประสงค์ของผู้บริจาคครับ ส่วนหมวกสัญญลักษณ์การต่อสู้ เรามีกลุ่มผู้ใจบุญทำให้แล้วครับ" ต่อมาได้โพสต์ข้อความเพื่อชี้แจงและยืนยันอีกรอบว่า "ด้วยเจ้าของโรงงานผู้นำหมวกมามอบให้ผม ท่านแจ้งมาว่า ตราสัญญลักษณ์ ของบริษัทได้รับอนุญาตถูกต้องตามขั้นตอนทุกอย่าง ทางโรงงานมีความประสงค์จะมอบให้ผม เพื่อจะได้นำมามอบให้พี่น้องที่จะไปร่วมเดินทางกับผม แต่ด้วยมีผู้ใหญ่หลายท่านได้โทรมาแนะนำว่า ไม่ควรนำไปใช้ในพื้นที่ชุมนุม ผมจึงขอเรียนว่า ผมจะนำหมวกไปแจก เฉพาะพี่น้องประชาชนในเขตอำเภอเมืองกระบี่เท่านั้น จะไม่แจกในพื้นที่ชุมนุม ขอขอบคุณผู้ใจบุญที่นำหมวกมาให้ ณ โอกาสนี้ครับ"
ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่ากำนันมะโนทำการบ้านมาพอสมควร เพราะรู้อยู่แล้วจะต้องมีดราม่ากับการใช้สัญลักษณ์สีเหลืองอย่างแน่นอน จึงประกาศจุดยืนให้เกิดความชัดเจนตั้งแต่แรก เพื่อเป็นการตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลม ป้องกันไม่ให้มีใครมากล่าวหาได้ว่ากำลังเรื่องที่ไม่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลกำลังเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการบริหารประเทศ และถูกตั้งคำถามถึงอิทธิพลของเครือข่ายอำนาจทางการเมืองที่เรียกกันว่า "ระบอบสีน้ำเงิน" โดยที่ผ่านมา เครือข่ายอำนาจดังกล่าวถูกกล่าวถึงในประเด็นการขยายอิทธิพลทางการเมือง ทั้งในฝ่ายบริหาร วุฒิสภา และองค์กรต่าง ๆ
ดังนั้น หากการเคลื่อนไหวของกำนันมะโนสามารถรวบรวมประชาชนจากหลายพื้นที่ และขยายข้อเรียกร้องจากปัญหาปากท้องไปสู่ประเด็นการใช้อำนาจและความรับผิดชอบของรัฐบาล ก็อาจกลายเป็นพื้นที่ให้กลุ่มประชาชนที่มีความไม่พอใจทางการเมืองเข้ามาแสดงออกและรวมตัวกันได้มากขึ้น
จริงอยู่ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลอาจยังไม่ให้ราคากับการเคลื่อนไหวของกำนันมะโนเท่าใดนัก แต่ถ้าย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา รัฐบาลเผด็จการเสียงข้างมากที่ลุแก่อำนาจก็ล้วนตกม้าตายเพราะความประมาทที่มาจากการปิดหูปิดตาและไม่ให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชนมาแล้วทั้งสิ้น

