ทั่วโลกเร่งสำรองอาหาร นาทีทองส่งออกไทย ส.อ.ท. เตือนยังต้องเฝ้าระวัง
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก หลายประเทศเริ่มส่งเสริมให้ประชาชนสำรองอาหารและสิ่งของจำเป็นเพื่อรับมือเหตุฉุกเฉิน กลายเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมอาหารไทยในการขยายตลาดส่งออก ขณะที่ภาคเอกชนเตือนแรงซื้อที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นเพียงระยะสั้น ต้องเร่งยกระดับสินค้าและมาตรฐานเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงแนวโน้มการสำรองอาหารในหลายประเทศว่า นโยบายที่รัฐบาลต่าง ๆ แนะนำให้ประชาชนสำรองอาหารและของใช้จำเป็นภายในครัวเรือน เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งภัยพิบัติ สภาพอากาศรุนแรง ไฟฟ้าดับ การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ประชาชนให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมด้านอาหารมากขึ้น และกระตุ้นความต้องการซื้อสินค้าอาหารเพื่อสำรองไว้ในครัวเรือน ซึ่งอาจเป็นปัจจัยบวกต่อความต้องการสินค้าอาหารบางประเภทในระยะสั้น
ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นโอกาสของประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตและส่งออกอาหารรายสำคัญ โดยช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ไทยส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรรวมประมาณ 1.28 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นสินค้าเกษตร 700,102 ล้านบาท และสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรหรืออาหารแปรรูป 579,538 ล้านบาท แม้มูลค่าการส่งออกรวมลดลง 4.83% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่สินค้ามูลค่าเพิ่มบางกลุ่มยังขยายตัวได้ดี โดยสินค้าที่มีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากกระแสการสำรองอาหาร ได้แก่ อาหารกระป๋อง อาหารสำเร็จรูป ผลไม้อบแห้ง เครื่องปรุงรส และอาหารสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เก็บรักษาได้นาน ไม่ต้องแช่เย็น พร้อมรับประทาน หรือใช้พลังงานในการปรุงต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการเตรียมความพร้อมรับมือเหตุการณ์ไม่คาดคิด
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของความต้องการดังกล่าวอาจเป็นการขยายตัวชั่วคราว มากกว่าจะสะท้อนถึงการเติบโตของตลาดในระยะยาว ภาคเอกชนจึงไม่ควรเร่งเพิ่มกำลังการผลิตจากคำสั่งซื้อระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่ควรศึกษาความต้องการของแต่ละตลาดและปรับผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับการสำรองในครัวเรือน ทั้งอายุการเก็บรักษา ขนาดบรรจุภัณฑ์ ความสะดวกในการเปิดและบริโภค คุณค่าทางโภชนาการ ตลอดจนการบริหารวัตถุดิบและสินค้าคงคลังให้ยืดหยุ่น เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอุปสงค์ที่อาจลดลงหลังครัวเรือนมีสินค้าสำรองเพียงพอแล้ว
ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่หากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งกลางเทอม จะส่งผลกระทบต่อข้อตกลงด้านภาษีที่ไทยเจรจาหรือไม่ว่า ขณะนี้การเจรจาที่เกี่ยวข้องอยู่ในขั้นตอนการจัดทำเอกสารแล้ว โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำลังดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เอกสารดังกล่าวจำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบจากนักกฎหมาย เนื่องจากมีรายละเอียดและถ้อยคำทางกฎหมายที่ทั้งสองฝ่ายต้องพิจารณาให้รอบคอบ จึงสะท้อนว่าประเด็นเงื่อนไขและองค์ประกอบต่าง ๆ ของข้อตกลง ART (Agreement on Reciprocal Trade) น่าจะได้ข้อสรุปในหลักการแล้ว เหลือเพียงการจัดทำรายละเอียดให้เป็นทางการ ซึ่งต้องใช้เวลา
เมื่อถามว่า สรุปแล้วตัวเลขภาษีอยู่เท่าไหร่ นายกฯ กล่าวว่า ในหลักการยังคงเป็นอัตรา 19% ตามที่เคยหารือกัน ซึ่งตนเองเคยมีโอกาสพบกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ และหวังว่าจะมีโอกาสได้พบกันอีกครั้ง เพราะเราได้บรรลุในสิ่งตกลงกันไว้ เพราะเราได้บรรลุ สิ่งที่เราได้หารือตกลงกันไว้ ในทุกๆ เรื่องแล้ว ก็ขอให้นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้พิจารณาเป็นกรณีพิเศษ เพราะเมื่อปีที่แล้ว นายโดนัลด์ ทรัมป์ บอกว่า ถ้าไทยกับกัมพูชาทำตามข้อตกลงได้ในเรื่องการถอนทหาร การสร้างสันติภาพ กำจัดทุ่นระเบิด เราได้ทำครบตามที่เราได้ลงนามไว้ เพราะสหรัฐฯบอกว่าถ้าทำแบบนี้แล้วจะหาวิธีลดภาษี ให้ ตนก็ดำเนินการตามนั้น

